ถอดบทเรียน 3 พื้นที่ต้นแบบถนนปลอดภัย หยุดความสูญเสียด้วยพลังชุมชนท้องถิ่น
รู้หรือไม่ มีคนไทยเสียชีวิตบนท้องถนนเฉลี่ยถึง 60 คนต่อวัน ตัวเลขที่ดูเหมือนแค่สถิติ แต่แท้จริงคือการสูญเสียที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่มีวันสิ้นสุด
จากรายงาน Global Status Report on Road Safety ขององค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้ไทยติดอันดับ 9 ของโลก และ อันดับ 1 ในเอเชีย สำหรับอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน ยิ่งไปกว่านั้น ไทยยังครองอันดับ 3 ของโลกในแง่สัดส่วนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 74 ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด และหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง การคาดการณ์ในปี 2573 อุบัติเหตุทางถนนจะยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3)ไม่ได้มองปัญหานี้แค่ในฐานะตัวเลขทางสาธารณสุข แต่มองว่ามันคือ ”ปัญหาของชุมชน” ที่ต้องได้รับการแก้ไขโดยชุมชนเป็นแกนหลัก ผ่านการบูรณาการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กลไกชุมชน และหน่วยงานภาครัฐในทุกระดับเข้าด้วยกัน
ดร.นิสา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) อธิบายถึงแนวทางการจัดการความปลอดภัยทางถนนโดยชุมชนท้องถิ่น ผ่านกรอบแนวคิด “3 เหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” ว่า การขับเคลื่อนจำเป็นต้องบูรณาการพลังจากสามส่วนสำคัญ ได้แก่ การกำหนดนโยบาย องค์ความรู้จากหน่วยงานสนับสนุน และการลงมือปฏิบัติของภาคีเครือข่ายในพื้นที่ให้ทำงานประสานกันอย่างเป็นระบบ โดยใช้กลไกศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ศปถ.อปท.) เป็นแกนกลางในการเชื่อมโยงและบูรณาการงบประมาณ แผนงาน และความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ ควบคู่กับการพัฒนาระบบข้อมูลเพื่อเฝ้าระวังและติดตามความเสี่ยง ซึ่งจะช่วยให้พื้นที่สามารถวิเคราะห์สถานการณ์และจัดการปัญหาความปลอดภัยทางถนนได้อย่างแม่นยำ
สำหรับเป้าหมายระยะยาว ดร.นิสา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ได้นำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ “4 สร้าง ทางรอด สู่ถนนปลอดภัย” โดยมุ่งเน้นการปลูกฝังวินัยจราจรตั้งแต่วัยปฐมวัย ผ่านศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและสถานศึกษาในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เนื่องจากการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยที่ยั่งยืนจำเป็นต้องเริ่มต้นจากการวางรากฐานทางความคิดและพฤติกรรมตั้งแต่วัยเด็ก มิใช่อาศัยเพียงมาตรการบังคับใช้กฎหมายหรือการรณรงค์ในระยะสั้น
ทั้งนี้ ประสิทธิผลของแนวทางดังกล่าวสะท้อนผ่านความยืดหยุ่นของระบบที่ชุมชนได้ร่วมกันพัฒนาขึ้น ดังตัวอย่างในพื้นที่อำเภอวังทอง ซึ่งสามารถนำโครงสร้างกลไกเดิมไปปรับใช้ในการรับมือกับปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นว่า เมื่อชุมชนมีความเข้มแข็งและมีกลไกการทำงานที่มั่นคง ระบบที่สร้างขึ้นย่อมสามารถต่อยอดและรองรับการจัดการปัญหาสุขภาวะอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มิได้จำกัดอยู่เพียงประเด็นใดประเด็นหนึ่งเท่านั้น
”การจัดการความปลอดภัยทางถนนที่ยั่งยืน ต้องอาศัยทั้งนวัตกรรมทางสังคม กติกาชุมชน และการทำงานเชิงรุกที่เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อในทุกมิติ” ดร.นิสากล่าว
“ทต.วังทอง“ วิศวกรรมชุมชน
บนฐานข้อมูลความจริง
จากแนวนโยบายสู่การปฏิบัติจริง เทศบาลตำบลวังทอง อ.วังทอง จ.พิษณุโลก คือพื้นที่ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าแนวคิด ”วิศวกรรมชุมชนบนฐานข้อมูลความจริง” ไม่ใช่แค่คำพูด โดย นายวราวุฒิ สายเปลี่ยน นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ (ศปถ.อำเภอ) เป็นผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านจากการทำงานตามภารกิจ มาสู่การใช้ข้อมูลนำทางอย่างเป็นระบบ
วังทองเริ่มต้นจากการใช้ฐานข้อมูลวิเคราะห์ ”ต้นไม้ปัญหา” และใช้แผนที่เดินดินลงพื้นที่สำรวจพิกัดเสี่ยงจริง โดยมี ศปถ.อำเภอและตำบลเป็นแกนกลางเชื่อมประสานภาคี 4 องค์กรหลัก ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพระบบกู้ชีพ (EMS) ผ่านการซ้อมแผนปฏิบัติการอย่างเป็นระบบ และใช้กลยุทธ์เชิงรุก ”หาหมวกนิรภัยให้ครบก่อนกวดขัน” เพื่อสร้างความพร้อมให้ประชาชนก่อนบังคับใช้กฎ
เครื่องมือที่โดดเด่นคือการสร้าง ”นิติธรรมชุมชน” ผ่านกติกาตำบลและธรรมนูญชุมชน เสริมด้วยระบบฐานข้อมูล RECAP/TCNAP แบบ Real-time และการระดมทุนทางสังคมผ่าน ”ด่านครอบครัว” ที่ใช้ความสัมพันธ์เครือญาติเป็นเกราะป้องกันชั้นแรก ขณะที่นวัตกรรมต้นทุนต่ำอย่าง ”ธงแดง” แจ้งเตือนจุดเสี่ยง และมาตรการ ”ตาส่อง ยาสอด” ที่ชวนชุมชนช่วยกันดูแลลูกหลานให้สวมหมวกนิรภัย ก็กลายเป็นภูมิปัญญาชุมชนที่ทรงพลังไม่แพ้มาตรการใด
”เราดำเนินการพัฒนาและนำใช้ระบบข้อมูลตำบล เพื่อนำมาออกแบบการทำงานและวิเคราะห์สถานะสุขภาวะให้ทันต่อสถานการณ์เร่งด่วนของชุมชน ภายใต้กลไก 4 สร้างทางรอด คือการสร้างกลไก สร้างสภาพแวดล้อม สร้างระบบ และสร้างคน เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายถนนปลอดภัยอย่างเป็นรูปธรรม” นายวราวุฒิกล่าว
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นพิสูจน์ว่าแนวทางนี้ได้ผล เพราะปัจจุบันวังทองมีอาสาสมัคร EMS รวม 959 คน จัดการจุดเสี่ยงบนเส้นทางหลักได้ครบ 100% ตัวเลขผู้บาดเจ็บลดลง 44 คน และในปี 2568 แม้จะเกิดอุบัติเหตุในพื้นที่ถึง 10 ครั้ง แต่ไม่มีผู้เสียชีวิตแม้แต่รายเดียว ความสำเร็จนี้มาจากผู้บริหารทำตัวเป็น ”ต้นแบบ” ในการปฏิบัติตามกฎจราจรและการใช้ทุนทางสังคม ”บ้าน วัด โรงเรียน” เป็นกลไกเฝ้าระวังที่หยั่งรากลึกในชุมชน
อบต.หนองหนาม
เปลี่ยนจากรอคำสั่ง
สู่การใช้ทุนทางสังคม
ส่วนที่องค์การบริหารส่วนตำบลหนองหนาม อ.เมือง จ.ลำพูน คือพื้นที่ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าการจัดการความปลอดภัยทางถนนไม่ได้อยู่ที่งบประมาณหรือโครงสร้างพื้นฐาน แต่อยู่ที่ ”คน” โดย นายณัฐวุฒิ อุประโจง นายกอบต.หนองหนาม ยึดหลักว่าการบริหารงานท้องถิ่นทุกอย่างล้วนเริ่มต้นจากการบริหารคน และหัวใจของแนวคิดนี้ คือการเปลี่ยนบทบาทประชาชนจากผู้รับผลกระทบมาเป็นผู้ร่วมจัดการ
”เราจะต้องดึงเขาให้มาเป็นผู้จัดการร่วมกับเรา ขณะเดียวกัน ผู้นำท้องถิ่นเองก็ต้องกล้าเปลี่ยน ต้องกล้าตัดสินใจ ต้องกล้าอัดฉีดงบประมาณเข้ามาแก้ปัญหาจุดเสี่ยงอย่างเต็มตัวและที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการหางบนั้นไม่ยาก แต่หาคนร่วมทำงานด้วยความยั่งยืนนั้นยากกว่า” นายกอบต. หนองหนามกล่าว
บนรากฐานแนวคิดนี้ อบต.หนองหนาม จึงออกแบบการทำงานผ่านยุทธศาสตร์ 3 ระยะ ครอบคลุมตั้งแต่การป้องกัน การช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุ ไปจนถึงการฟื้นฟู โดยมี ศปถ. อปท. เป็นแกนกลางเชื่อมประสานภาคี 4 องค์กรหลัก โดยใช้กลยุท์ ที่เน้นการพัฒนาระบบกู้ชีพ 24 ชั่วโมง และพัฒนาด่านชุมชนเพื่อเฝ้าระวัง ตลอดจนรณรงค์สวมหมวกนิรภัย 100% ควบคุ่ไปกับการดูแลผู้สูงอายุที่ใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า
จากการดำเนินงานทำให้เกิดนวัตกรรม ”กองทุนขยะฮอมบุญ” ที่แปลงขยะเป็นสวัสดิการสำหรับผู้ประสบอุบัติเหตุ ทำให้ระบบดูแลคุณภาพชีวิตไม่ต้องพึ่งพางบประมาณ อบต. เพียงแหล่งเดียว รวมถึง ”ม่วงน้อยโมเดล” ที่ใช้บอร์ดเกมสร้างยุวทูตความปลอดภัยในโรงเรียน และเครือข่ายอาสาสายตรวจชุมชน ”ป้อง ปก ปิ๊ก” ที่เฝ้าระวังจุดเสี่ยงตลอด 24 ชั่วโมง
จากแนวคิดสู่การปฏิบัติ ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาไม่มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนแม้แต่รายเดียว จำนวนอุบัติเหตุลดลงจาก 200-300 ครั้ง เหลือเพียงราว 152 ครั้ง สถิติผู้เสียชีวิตลดลงถึง 75% จากปี 2566 และเกิดอาสาสมัครที่เชี่ยวชาญ CPR ถึง 607 คน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าเมื่อผู้นำกล้าเป็น ”แบริเออร์ ” ให้ทีมงาน และทีมงานกล้าเป็น ”เจ้าของ” ปัญหาร่วมกับชุมชน การเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ย่อมตามมา
“ทต.น้ำซึม” ใช้ยุทธศาสตร์ S-I-I
สร้างนวัตกรรมสังคม
ที่เทศบาลตำบลน้ำซึม อ.เมือง จ.อุทัยธานี ท้องถิ่นไม่ได้หยุดอยู่แค่การรับนโยบายมาปฏิบัติ แต่ก้าวขึ้นมาเป็น ”ผู้จัดการความปลอดภัยเชิงพื้นที่” ที่ทำงานแบบไร้รอยต่อข้ามพื้นที่ร่วมกับทุกภาคส่วน โดยมีแกนขับเคลื่อนหลักคือยุทธศาสตร์ S-I-I หรือแนวทางการขับเคลื่อนสุขภาวะชุมชนท้องถิ่นของสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน สสส. ที่มุ่งเน้นการพึ่งตนเองและสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน โดยผสานระบบการจัดการข้อมูล (Systematization) การสร้างนวัตกรรม (Innovation Creation) และการบูรณาการความร่วมมือเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ (Integration and Collaboration) บนพื้นฐานหลักการ ”บวร 2 อ” ที่หลอมรวมบ้าน (บ) วัด (ว) หน่วยงานราชการ (ร) ภาคเอกชน (อ) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อ) เข้าเป็นหนึ่งเดียว บนหลักการ 5 ร.ร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมพัฒนา ร่วมแก้ไขปรับปรุง ร่วมรับผล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วัดจันทาราม(ท่าซุง) นับเป็นศูนย์รวมทางสังคมและจิตใจที่สำคัญยิ่ง เป็นแหล่งทุน รวบรวมการสนับสนุนจากภาคเอกชน - ประชาชน ในการพัฒนาศูนย์จราจรในชุมชน อุปกรณ์จราจร และสนับสนุนการทำงานของด่านชุมชนในระดับหมู่บ้าน ที่งบราชการไม่เพียงพอ
ในมิติของการจัดการข้อมูลเชิงระบบนั้น ทต.น้ำซึม ชี้ชวนให้ทุกภาคส่วนมาวิเคราะห์ข้อมูลชุดเดียวกัน เพราะแม้แต่ละหน่วยงานจะเรียกภารกิจเกี่ยวกับอุบัติเหตุจราจรที่แตกต่างกัน แต่ทุกคนล้วนมีเป้าหมายร่วมคือการลดการสูญเสียบนท้องถนน จากนั้นวิเคราะห์จุดเสี่ยงให้แหลมคม จัดลำดับความสำคัญ และกระจายความรับผิดชอบตามบริบทของแต่ละองค์กร ปัญหาใดที่เกินกว่าศักยภาพของระดับตำบลที่จะจัดการได้ ก็จะยกระดับขึ้นสู่เวทีระดับอำเภอและจังหวัด เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมบูรณาการแก้ไขปัญหาร่วมกัน นำไปสู่การลดความสูญเสียบนท้องถนนอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ ทต.น้ำซึมยังใช้ระบบ ThaiRSC/TCNAP Plus จัดทำแผนที่จุดเสี่ยงชุมชน พร้อมกำหนด Speed Zone จำแนกพื้นที่ตามเฉดสีความเสี่ยง และตั้ง RTI Team เป็นศูนย์กลางประสานงานฉุกเฉิน ควบคู่กับการจัดตั้งหน่วยเคลื่อนที่เร็วเพื่อเข้าถึงผู้บาดเจ็บในนาทีทอง
ในมิติของนวัตกรรมสังคม ทต.น้ำซึมยึดหลักว่า ”สิ่งใดที่ทำเหมือนเดิม ผลลัพธ์ก็คงไม่ต่างจากเดิม” จึงสร้างเครื่องมือที่หลากหลายและเหมาะกับบริบทพื้นที่ ทั้งกติกา ”4 ห้าม 3 ต้อง” ที่ชุมชนร่วมกันกำหนด ธรรมนูญชุมชนปลอดเหล้าและเขตสวมหมวก มี ”กองทุนหมวกกันน็อคในเด็กปฐมวัย” ที่ใช้แรงกดดันทางสังคมให้ผู้ใหญ่ปรับพฤติกรรม นอกจากนี้ โครงการ 3 ส. (สร้างพลัง สร้างโอกาส สร้างอาชีพ) ยังทำหน้าที่คืนศักดิ์ศรีและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้ผู้พิการจากอุบัติเหตุ
ผลลัพธ์จากการขับเคลื่อนสะท้อนได้ชัดเจนจาก สถิติการเสียชีวิตลดลงถึง 66.67% จากปี 2566 อัตราการสวมหมวกนิรภัยใน ศพด. 100% งบประมาณที่จัดสรรลงแผนงานความปลอดภัยสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และ อบต.หนองไผ่แบนในเครือข่าย บรรลุ Zero Death 2 ปีซ้อน ในภาพรวมของอำเภอเมืองอุทัยธานี อัตราตายจากอุบัติเหตุจราจร ลดลงจาก 36.3 ต่อประชาชนแสนคนในปี พ.ศ.2565 เป็น 16.4 ต่อประชาชนแสนคนในปี พ.ศ.2568
”การลดอุบัติเหตุทางถนนในจังหวัดอุทัยธานีประสบความสำเร็จได้จากการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน โดยอาศัยกลไกที่มีอยู่ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก การสร้างนวัตกรรมที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ และที่สำคัญที่สุดคือการสร้างการมีส่วนร่วมและจิตสำนึกให้กับประชาชนในพื้นที่” นายนิวัฒน์ พุ่มมณี ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนเครือข่ายฯ อำเภอเมืองอุทัยธานี สรุปปิดท้าย
ด้าน นางสาวชมชน ฉัตรไชยภาพ กรรมการกำกับทิศทางของแผนสุขภาวะชุมชนพื้นที่ภาคเหนือ และรองหัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยระบุว่า อปท. เปรียบเสมือน “หัวเรือใหญ่” ของการขับเคลื่อนงานในระดับพื้นที่ และเป็นหน่วยงานหลักที่ประชาชนให้ความเชื่อมั่นและพึ่งพาเป็นลำดับแรก ดังนั้น
การบูรณาการการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาสุขภาวะของชุมชนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม จำเป็นต้องมี อปท. ทำหน้าที่เป็นแกนหลักในการประสานความร่วมมือและขับเคลื่อนภารกิจร่วมกับภาคีต่าง ๆ ซึ่งจากการลงพื้นที่พบว่า หลายชุมชนมีนวัตกรรมและรูปแบบการดำเนินงานที่น่าสนใจจำนวนมาก ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นต้นแบบและต่อยอดเพื่อขยายผลไปยังพื้นที่อื่นได้ โดยเฉพาะแนวทางการปลูกฝังความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยให้แก่เด็กและเยาวชน อันเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยและความยั่งยืนของการจัดการปัญหาในระยะยาว
“แม้ว่าท้องถิ่นจะมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ แต่การได้รับการสนับสนุนจากภาคีเครือข่ายอย่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และกองทุนหลักประกันสุขภาพ ถือเป็นปัจจัยหนุนเสริมที่สำคัญยิ่งในการขับเคลื่อนงาน โดยมีเป้าหมายสูงสุดร่วมกันคือความปลอดภัยในชีวิตของพี่น้องประชาชน” รองหัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กล่าว
ด้าน นายสืบศักดิ์ เอี่ยมวิจารณ์ ประธานกรรมการกำกับทิศทางของแผนสุขภาวะชุมชนพื้นที่ภาคเหนือ กล่าวชื่นชมและให้กำลังใจเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ระบุว่า ความยั่งยืนด้านความปลอดภัยทางถนนมิได้เกิดจากการดำเนินกิจกรรมเพียงกิจกรรมเดียว หากแต่เกิดจากความสามารถของพื้นที่ในการบูรณาการองค์ประกอบสำคัญเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ทั้งการมีกลไกขับเคลื่อนที่เข้มแข็ง การจัดการสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อความปลอดภัย การพัฒนาระบบบริการและสวัสดิการที่ดูแลประชาชน รวมถึงการสร้างการตระหนักรู้ของคนในชุมชน
องค์ประกอบเหล่านี้จึงมิใช่เพียงกิจกรรมเชิงโครงการ หากเป็น “วิถีชุมชน” ที่ต้องอาศัยการบ่มเพาะ สั่งสม และสืบสานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ความปลอดภัยทางถนนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ภาคเหนืออย่างแท้จริง นายสืบศักดิ์ เอี่ยมวิจารณ์ กล่าวปิดท้าย
ท้ายที่สุดแล้ว ความพยายามในการขับเคลื่อนงานของเครือข่ายการดำเนินการจัดการความปลอดภัยทางถนนโดยชุมชนท้องถิ่น มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาประสิทธิภาพของ ศปถ.อปท. ให้เป็นกลไกหลักในการสร้างการมีส่วนร่วมและลดอุบัติเหตุให้เป็นรูปธรรม โดยตั้งเป้าหมายให้พื้นที่ตำบลสามารถลดผู้เสียชีวิตได้อย่างยั่งยืน ด้วยการจัดการกับพฤติกรรมคน จัดการความพร้อมของยานพาหนะ และจัดการความเสี่ยงของสภาพถนน ผ่านการเสริมสร้างศักยภาพของชุมชนในการจัดการความปลอดภัยแบบมีส่วนร่วมที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ระดับพื้นที่ ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด ไปจนถึงระดับชาติ เพื่อเปลี่ยนสถิติอันดับโลกที่น่าเศร้า ให้กลายเป็นวัฒนธรรมความปลอดภัยที่คืนรอยยิ้มให้กับทุกครอบครัวไทยได้อย่างแท้จริง
