เมื่อ : 23 พ.ค. 2569

เดินหน้าพลิกโฉมแก้วิกฤต PM 2.5 ปัญหาพลังงาน และปากท้อง ด้วย “กลไกตลาด” โดยหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดกิจกรรม “เหนือสานสร้าง เลิกเผา เป๋าตุง” ณ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และศูนย์วิจัยข้าวล้านนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2569 เพื่ออัปเดตความคืบหน้าในโครงการ “PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง” ฉายภาพความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมภายในเวลา 1 เดือน ผ่าน “3 โมเดล 6 เส้นทาง” ที่สามารถเปลี่ยนเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรที่เคยไร้ค่าให้กลายเป็นขุมทรัพย์ทางเศรษฐกิจ เกิดเป็นระบบนิเวศที่ทำให้ทุกคน “เป๋าตุง” ผ่านการผนึกกำลังภาคีเครือข่ายที่ขยายตัวจาก 28 หน่วยงาน สู่พันธมิตรกว่า 40 องค์กรชั้นนำ เข้าร่วมขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ โดยคาดว่า ภายใน 5 ปี จะสามารถรับเศษวัสดุเหลือทิ้งจากการเกษตรได้กว่าแสนตันต่อปี ลดการเผาและสร้างนวัตกรรมรักษ์โลกและผลักดันการใช้พลังงานสะอาด

ภายในงานได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ร่วมติดตามความคืบหน้าและให้แนวทางว่า “การแก้ปัญหานี้ต้องขับเคลื่อนด้วยมิติทางเศรษฐศาสตร์และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) กระทรวง อว. และภาครัฐจะนำงานวิจัยเข้าไปสนับสนุนภาคเอกชนให้สามารถแปรรูปวัสดุเหลือทิ้งได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดกำไร พร้อมช่วยผลักดันตลาดสินค้า Green Product เมื่อเอกชนคุ้มทุนและเกิดกลไกแบบ WIN-WIN ระบบนี้จะเดินหน้าได้อย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าให้เห็นผลภายใน 8-9 เดือน เพื่อให้แก้ปัญหาฝุ่นในปีหน้าได้”

นอกจากนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ยังกล่าวถึงการนำ พ.ร.บ. อากาศสะอาด มาปฏิบัติจริงอย่างเป็นรูปธรรม โดยบูรณาการร่วมกันในทุกมิติ ทั้งการขนส่ง โลจิสติกส์ และพลังงาน เพื่อคืนอากาศสะอาดให้คนภาคเหนือ โดยกุญแจสำคัญที่จะขับเคลื่อนกลไกทั้งหมดนี้ได้คือ การสร้างแรงกระตุ้นให้เกษตรกร เข้ามาร่วมโครงการ เมื่อเขาสามารถนำวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมาเปลี่ยนเป็นรายได้ที่มากพอก็จะเลิกเผา และเมื่อเกษตรกรในพื้นที่นำร่องได้ประโยชน์จริง ก็จะเกิดการบอกต่อและขยายผลนำโมเดลนี้ไปใช้ในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป”

ด้าน รศ.ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อำนวยการ บพข. ได้เปิดเผยถึงหัวใจสำคัญในการวางโครงสร้างและกลไกตลาดเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันควบคู่กับการแก้ปัญหาสังคมว่า “ความสำเร็จของการลดการเผาอย่างยั่งยืน ไม่ได้หยุดอยู่แค่เทคโนโลยี แต่คือการเชื่อมต่อจิ๊กซอว์ตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่เกษตรกร ชุมชน ภาคธุรกิจ ไปจนถึงระบบโลจิสติกส์ โดยมี บพข. เป็นฟันเฟืองสนับสนุน เพื่อสร้างระบบนิเวศที่พิสูจน์ให้เห็นว่า นวัตกรรมและการจัดการที่ดี จะทำให้ทุกคนในห่วงโซ่นี้ ไม่ใช่แค่เกษตรกรมีเงินเหลือในกระเป๋าเพิ่มขึ้น ควบคู่ไปกับการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ”

พร้อมกันนี้ รศ.ดร.กานดา ยังได้ขยายความถึงผู้ได้รับผลประโยชน์ที่จะ “เป๋าตุง” ไปด้วยกัน โดยแบ่งเป็น “5 ตุง” ซึ่งเป็นกลไกการกระจายรายได้สู่ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ประกอบด้วย

ตุงที่ 1: เกษตรกร มีรายได้จากการนำเศษวัสดุไปขาย หรือสามารถเพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูปขั้นต้นและกลางได้เอง

ตุงที่ 2: ภาคเอกชน สามารถเข้ามาลงทุนเครื่องจักร เครื่องอัดฟาง และสร้างโรงงานแปรรูปในพื้นที่ เพื่อรับซื้อและนำไปผลิตเป็นสินค้านวัตกรรม

ตุงที่ 3: ผู้นำกลุ่มที่เข้มแข็ง เช่น ธนาคารขยะ ศูนย์ข้าวชุมชน หรือ MRF บ้านฉาง สร้างรายได้จากการรับซื้อ หรือรับจ้างอัดฟางและแปรรูป

ตุงที่ 4: สมาคมซาเล้ง ได้โอกาสในการรับซื้อหรือรับจ้างขนส่งในระยะทางไม่เกิน 30 กิโลเมตร น้ำหนักไม่เกิน 1 ตัน โดยจัดระบบขนส่งแบบไป-กลับเต็มคันรถ วันละ 2 เที่ยว สร้างรายได้ 400-600 บาทต่อเที่ยว

ตุงที่ 5: แพลตฟอร์ม WeMove เข้ามาอุดช่องโหว่ด้านโลจิสติกส์ โดยรับจ้างขนเศษวัสดุหรือสินค้าแปรรูปแบบไป-กลับเต็มคันรถ สำหรับน้ำหนักที่มากกว่า 1 ตัน หรือระยะทางที่ไกลกว่า 30 กิโลเมตรขึ้นไป

สำหรับความคืบหน้าภายในระยะเวลา 1 เดือน นับตั้งแต่วันเปิดโครงการ เมื่อ 28 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา คือการพิสูจน์ผลสัมฤทธิ์เชิงพื้นที่ใน 3 จังหวัดนำร่อง (เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน) ผ่านห่วงโซ่คุณค่าที่ตอบโจทย์ความต้องการรับซื้อ (Demand) ของภาคเอกชนที่เกิดขึ้นจริง เพื่อต่อยอดสู่การผลิตระดับอุตสาหกรรม (Economies of Scale) โดยแบ่งออกเป็น 3 โมเดล 6 เส้นทาง ดังนี้

1. โมเดลการวนกลับให้ชุมชน มุ่งเน้นสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนและเกษตรกรพึ่งพาตนเองได้ โดยนำฟางข้าวและซังข้าวโพดจากเชียงรายมาแปรรูปเป็นแผ่นคลุมดิน ปุ๋ยสั่งตัด และถ่านไบโอชาร์ ร่วมกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และบริษัทเอกชน ปัจจุบันรองรับเศษวัสดุอยู่ที่ 3,922.85 ตันต่อปี และตั้งเป้าทะยานสู่ 103,100.45 ตันต่อปี ภายใน 5 ปี

2. โมเดลตลาดพลังงานทดแทน นำชีวมวลแข็งจากสวนรายย่อยในลำพูนเข้าสู่กระบวนการเทคโนโลยีขั้นสูง ทอริฟิเคชัน และ การอัดร้อนและการเผา ผลิตเป็นชีวมวลทอริฟายด์และไบโอโค้ก ยกระดับมูลค่าวัตถุดิบสำเร็จรูปเพิ่มขึ้นทันที 5-10 เท่า โดยได้รับการการันตีรับซื้อจากเอกชน พร้อมตั้งเป้าหมายความต้องการรับซื้อที่ 21,750 ตันต่อปี ใน 5 ปีข้างหน้า 

3. โมเดลตลาดผลิตภัณฑ์รักษ์โลก การแปรรูปขั้นสูงที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงสุดถึง 20-50 เท่า โดยนำฟางข้าวจากเชียงใหม่และเชียงรายไปผลิตเยื่อพืชธรรมชาติ บรรจุภัณฑ์ และวัสดุก่อสร้าง รวมถึงการนำต้นข้าวโพดจากเครือข่ายมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงมาผลิตฉนวนความร้อนในอาคารและอุตสาหกรรม

รศ.ดร.กานดา เสริมว่า อีกหนึ่งความคืบหน้าคือการแก้โจทย์คอขวดสำคัญเรื่อง “ต้นทุนการขนส่งในพื้นที่ห่างไกลและภูเขาสูง” โดย บพข. ได้ร่วมกับบริษัทเอกชน นำระบบบริหารจัดการรถบรรทุกเที่ยวเปล่า (Backhauling) เข้ามาบริหารจัดการต้นทุนขนส่งให้คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ พร้อมขับเคลื่อนกลไกราคาที่เหมาะสมผ่านระบบจับคู่ (Matching System) บนเว็บไซต์ www.เลิกเผาเป๋าตุง.com ทำให้เกษตรกรสามารถนำเศษวัสดุมาลงทะเบียนส่งมอบเพื่อเปลี่ยนเป็นแต้มสะสม (PMUC Point) นำไปแลกนวัตกรรมพร้อมใช้ เช่น แผงโซลาร์เซลล์มือสองพร้อมอุปกรณ์ติดตั้ง น้ำมันไบโอดีเซล หรือ แผ่นคลุมดินชีวมวลได้โดยตรง

นอกจากนี้ โครงการ PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง สะท้อน ยังสนับสนุนการสร้างทักษะ Upskill ให้กับนักศึกษา นักเรียนอาชีวศึกษา โดยการฝึกอบรมหลักสูตรการติดตั้งและบำรุงรักษาระบบผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้าบนหลังคาและพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อเครื่องสูบน้ำทางการเกษตร รุ่นที่ 1 ให้กับวิทยาลัยเทคนิค 3 แห่ง จากเชียงใหม่ เชียงราย และลำพูน เพื่อเป็นการเพิ่มพูนความรู้ และทักษะที่สำคัญในการผลักดันและส่งเสริมให้เกิดการใช้พลังงานสะอาด

ความก้าวหน้าจากจุดเริ่มต้นในเวลา1 เดือนของโครงการ PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง สะท้อนว่าเมื่อวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมผสานเข้ากับกลไกตลาดและโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ที่ตอบโจทย์ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ปัญหาพลังงาน และวิกฤตปากท้องของประชาชน จะสามารถแก้ไขได้และสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนให้แก่ประเทศไทยได้อย่างแท้จริง โดยเกษตรกรในพื้นที่นำร่อง เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน สามารถลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมโครงการฯ เปลี่ยนเศษวัสดุเหลือทิ้งเป็นนวัตกรรมพร้อมใช้ หรือสร้างเป็นมูลค่าเข้าสู่กระเป๋า สามารถลงทะเบียนได้ที่ www.เลิกเผาเป๋าตุง.com หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่เพจเฟซบุ๊ก บพข. หรือ LINE Official: zeroburn2earn


ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ