สว.ชิบ เตือนไทยวิกฤต! ขาดดุลจีนทะลุ 2.2 ล้านล้าน แฉรัฐไร้เป้าลดขาดดุล จี้ปราบนอมินีก่อน ACFTA 3.0 ซ้ำเติม
สว.ชิบ เตือนไทยวิกฤต! ขาดดุลจีนทะลุ 2.2 ล้านล้าน แฉรัฐไร้เป้าลดขาดดุล จี้ปราบนอมินีก่อน ACFTA 3.0 ซ้ำเติม
รัฐสภา, 17 มิถุนายน 2569 - นายชิบ จิตนิยม สมาชิกวุฒิสภา อภิปรายในการประชุมร่วมรัฐสภา ระหว่างการพิจารณาพิธีสารยกระดับความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน–จีน (ACFTA 3.0) โดยแสดงความกังวลต่อสถานการณ์การค้าไทย–จีนที่กำลังเผชิญกับภาวะขาดดุลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งกำหนดมาตรการลดการขาดดุลและแก้ปัญหานอมินีอย่างจริงจัง ก่อนที่การเปิดเสรีทางการค้าในระยะต่อไปจะสร้างผลกระทบที่รุนแรงยิ่งขึ้นต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SME และเกษตรกร
นายชิบ กล่าวว่า ตนไม่ได้คัดค้านการค้าเสรีและเห็นด้วยกับหลักการของ ACFTA แต่ประเทศไทยจำเป็นต้องมีมาตรการรองรับผลกระทบที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรมและได้รับประโยชน์จากการเปิดเสรีทางการค้าอย่างแท้จริง มิฉะนั้นแล้ว คนไทยอาจจะตายกันหมด ยกเว้นทุนใหญ่
สว.ชิบ ระบุว่า ไทยขาดดุลการค้ากับจีนสูงถึงประมาณ 2.2 ล้านล้านบาทในปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการขาดดุลที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดและต่อเนื่อง โดยในปี 2566 ไทยขาดดุลการค้ากับจีนประมาณ 1.29 ล้านล้านบาท เพิ่มเป็น 1.61 ล้านล้านบาทในปี 2567 และพุ่งสูงถึง 2.20 ล้านล้านบาทในปี 2568 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเท่าที่เคยปรากฏมา ยิ่งไปกว่านั้น ในปี 2569 เพียงครึ่งปีแรก ตัวเลขขาดดุลมีแนวโน้มแตะระดับ 1 ล้านล้านบาทแล้ว ซึ่งสะท้อนว่า แม้มูลค่าการค้าจะเพิ่มขึ้น แต่ความไม่สมดุลทางการค้าก็ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
สว.ชิบ ชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างการค้าระหว่างสองประเทศยังมีความแตกต่างอย่างชัดเจน โดยไทยส่งออกสินค้าเกษตรและวัตถุดิบเป็นหลัก เช่น ทุเรียน มังคุด ยางพารา และมันสำปะหลัง ขณะที่จีนนำเข้าสินค้าเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมมูลค่าสูงเข้าสู่ตลาดไทยจำนวนมาก อาทิ เครื่องจักร ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ แบตเตอรี่ เคมีภัณฑ์ และยานยนต์ไฟฟ้า
"กล่าวอย่างตรงไปตรงมา ประเทศไทยกำลังส่งออกสินค้าเกษตรและวัตถุดิบ แต่กำลังนำเข้าเทคโนโลยี เครื่องจักร และนวัตกรรมมูลค่าสูง นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องดุลการค้า แต่เป็นเรื่องโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ" นายชิบกล่าว
นอกจากนี้ ไทยยังเผชิญแรงกดดันจากการค้าผ่านระบบ E-Commerce แบบ Cross-Border ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีสินค้าจำนวนมากเข้าสู่ตลาดไทยผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ระบบโลจิสติกส์สมัยใหม่ และคลังสินค้าในเขตปลอดอากร (Free Zone) เข้ามาแย่งตลาดผู้ประกอบการไทยโดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดดุล E-Commerce กับจีนที่มีมูลค่ามากกว่า 5 แสนล้านบาทในปีที่ผ่านมา โดยมีข้อมูลจากภาคเอกชนสะท้อนว่า ผู้ประกอบการไทยในกว่า 23 กลุ่มอุตสาหกรรม ทั้งเหล็ก พลาสติก เครื่องใช้ไฟฟ้า สิ่งทอ เสื้อผ้า และเฟอร์นิเจอร์ กำลังเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สว.ชิบ แสดงความกังวลถึงปัญหานอมินี ซึ่งเป็นรอยรั่วด้านการกำกับดูแลที่มองข้ามไม่ได้ โดยยกตัวอย่างกรณี "มิสเตอร์ห่าว" นายทุนจีนอายุ 35 ปี ที่จ้างสำนักงานกฎหมายเชิดเด็กสาวไทยอายุเพียง 24 ปี ให้มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และกรรมการบังหน้าในบริษัทนอมินีรวดเดียวถึง 31 บริษัท เพื่อกว้านซื้ออสังหาริมทรัพย์และบ้านหรูใจกลางกรุงมูลค่านับร้อยล้านบาท
"คำถามคือ หากในปัจจุบันระบบเตือนภัยล่วงหน้าของรัฐยังไม่สามารถตรวจพบความผิดปกติเหล่านี้ได้ตั้งแต่ต้น เมื่อการค้า การลงทุน และบริการขยายตัวมากขึ้นภายใต้ ACFTA 3.0 รัฐบาลจะมีมาตรการเชิงรุกอย่างไรในการป้องกันไม่ให้กลุ่มทุนแฝงเข้ามาคุมกลไกราคาตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ" นายชิบตั้งคำถาม
ในประเด็น ACFTA 3.0 นายชิบระบุว่า แม้จะเป็นการยกระดับความตกลงเดิม แต่มีเนื้อหาครอบคลุมเศรษฐกิจดิจิทัล พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ห่วงโซ่อุปทาน เศรษฐกิจสีเขียว และการอำนวยความสะดวกทางการค้าที่มากขึ้น จึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมให้กับภาคธุรกิจไทยอย่างรอบด้าน
สว.ชิบ เปิดเผยว่า คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าหารือเรื่องแนวทางสร้างความสมดุลทางการค้ากับจีน แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ไม่มีหน่วยงานไหนเลย ที่มีการตั้งเป้าว่าไทยจะลดการขาดดุลการค้ากับจีนได้อย่างไร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการขาดเป้าหมายที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหา
สว.ชิบ ได้เสนอข้อสังเกตและข้อเสนอแนะถึงรัฐบาล โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการยกระดับมาตรการตรวจสอบสินค้าที่ไม่ใช่ภาษี (NTBs) บังคับใช้มาตรฐาน สมอ. และ อย. อย่างเข้มงวด พร้อมพัฒนาระบบเปรียบเทียบราคากลางสินค้า เพื่อป้องกันการสำแดงราคาต่ำกว่าความเป็นจริง
นอกจากนี้ ยังเสนอให้จัดตั้งกลไกบูรณาการระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กรมศุลกากร บก.ปอศ. ดีเอสไอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันและปราบปรามนอมินีในเชิงรุก โดยใช้ฐานข้อมูลร่วมและระบบวิเคราะห์ความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ และสุดท้ายคือการจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือและปรับตัวทางการค้า (Trade Adjustment Assistance) เพื่อสนับสนุน SME เกษตรกร และอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรี ให้สามารถปรับตัว ยกระดับเทคโนโลยี และแข่งขันได้ในระยะยาว
"การค้าเสรีจะมีความหมาย ก็ต่อเมื่อเกษตรกรไทย ผู้ประกอบการไทย และแรงงานไทย ยังมีที่ยืนและได้รับประโยชน์จากการเปิดเสรีอย่างแท้จริง ประเทศไทยควรเข้าสู่ ACFTA 3.0 ด้วยความพร้อม มาตรการคุ้มครองที่เหมาะสม และยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน เพราะหน้าที่ของรัฐบาลไม่ใช่เพียงเปิดประตูการค้า แต่ต้องปกป้องผลประโยชน์ของคนไทยทุกภาคส่วนควบคู่กันไปด้วย" นายชิบกล่าวทิ้งท้าย
เพิ่มส่วนเนื้อหาใหม่
การเผยแพร่
เผยแพร่
ฉบับร่าง
หมวดข่าว
PROPERTY
MARKETING
FINANCIAL
POLICY
LIFESTYLE
REVIEW-IDEA
REPORT
วันที่
หน้าปก 

หมวดข่าว
ข้อมูลติดต่อ
ติดต่อ : บุณย์วรางค์ มนตรีพิศาล (ปู)
เบอร์โทรศัพท์ : 083 198 5929
ส่งข่าวมาได้ที่ : -
Fanpage : -
ที่อยู่ติดต่อ : 61/59 ซอยแจ้งวัฒนะ 5 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
สถิติการเข้าชม
เข้าชมวันนี้ : 189 Viewsเข้าชมเมื่อวาน : 188 Viewsเข้าชม เดือนนี้ : 2,840 Viewsเข้าชม 1 เดือนก่อน : 8,025 Viewsเข้าชม 2 เดือนก่อน : 6,668 Viewsเข้าชมทั้งหมด : 103,840 Views
© Copyright 2024. https://dsmartnews.com All Rights Reserved.
